รัฐสภายุโรปโหวต 482-57 ประณามไทย ส่ง 40 อุยกูร์กลับจีน เรียกร้องใช้ FTA กดดันปฏิรูปสิทธิมนุษยชนและ ม.112

(13 มีนาคม 2568) การละเมิดหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย โดยเฉพาะกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและการส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับประเทศ

รัฐสภายุโรปประณามการส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน และเรียกร้องให้ประเทศไทยยุติการส่งตัวบุคคลกลับไปยังประเทศที่พวกเขาอาจเผชิญอันตรายถึงชีวิต สมาชิกรัฐสภายุโรป (MEPs) เรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยุโรปใช้การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีเป็นเครื่องมือกดดันให้ประเทศไทยปฏิรูปกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ปล่อยตัวนักโทษทางการเมือง หยุดการส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับประเทศ และให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาหลักทั้งหมดขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)

สมาชิกรัฐสภายุโรปยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยอนุญาตให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) สามารถเข้าถึงผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ที่ถูกควบคุมตัวได้โดยไม่มีข้อจำกัด และเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถานะของพวกเขาอย่างโปร่งใส พวกเขาต้องการให้ประเทศไทยเสริมสร้างสถาบันของตนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชน รวมถึงการให้อภัยโทษแก่สมาชิกรัฐสภาและนักเคลื่อนไหวทุกคนที่ถูกดำเนินคดีหรือจำคุกภายใต้กฎหมายที่เป็นการกดขี่ รวมถึงความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

สมาชิกรัฐสภายุโรปยังเรียกร้องให้มีการระงับสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับจีน พร้อมเน้นย้ำว่าจีนต้องเคารพสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งตัวกลับประเทศ เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่คุมขัง อนุญาตให้ UNHCR เข้าตรวจสอบ และปล่อยตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัว

เรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยุโรปใช้การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เป็นเครื่องมือกดดันให้ประเทศไทยปฏิรูปกฎหมายที่เป็นการกดขี่ โดยเฉพาะกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ปล่อยตัวนักโทษทางการเมือง หยุดการส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ และให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาหลักทั้งหมดขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรประงับสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับสาธารณรัฐประชาชนจีน

สมาชิกรัฐสภายุโรปมีมติรับรองญัตตินี้ด้วยคะแนนเสียง 482 เสียงเห็นชอบ 57 เสียงไม่เห็นชอบ และงดออกเสียง 68 เสียง

การประเมินมูลค่าผลกระทบ

หากมีการชะลอ หรือยกเลิก FTA

สินค้าไทยจะต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตราปกติ (MFN rate) ซึ่งสูงกว่าอัตราที่คู่แข่งอย่างเวียดนามได้รับจาก EU-Vietnam FTA (ลดภาษีเหลือ 0% ในหลายรายการ)

จากตัวอย่าง การส่งออกของประเทศเวียดนามหลัง EU-Vietnam FTA มีผลในปี 2020 การส่งออกไป EU เพิ่มขึ้น 18% ในปีแรก (ราว 6,000 ล้านดอลลาร์) หากไทยเสียโอกาสนี้ อาจเสียส่วนแบ่งตลาดให้คู่แข่ง 10-20% มูลค่าการส่งออกที่หายไปอาจอยู่ที่ 75,000-150,000 ล้านบาทต่อปี (2,200-4,400 ล้านดอลลาร์)

ประเทศไทยถูกระงับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป หรือ GSP ในปี 2558

ซึ่งสาเหตุการถูกตัดสิทธิมาจาก สหภาพยุโรปกำหนดเกณฑ์การยกเลิกการให้สิทธิพิเศษ GSP กับประเทศที่ถูกจัดอันดับโดยธนาคารโลกให้อยู่ในกลุ่มที่มี GNI per capita ตั้งแต่ระดับปานกลางค่อนข้างสูง (Upper Middle Income) มูลค่า 3,945-12,195 เหรียญสหรัฐฯ ขึ้นไป เป็นเวลา 3 ปี ติดต่อกัน ซึ่งประเทศไทยมี GNI per capita ปี 2553-2555 มูลค่า 4,320 4,620 และ 5,210 เหรียญสหรัฐฯ ประเทศไทยจึงเข้าเกณฑ์ถูกตัดสิทธิ

แต่ในปี 2558 เกิดอะไรขึ้นพวกเราต่างทราบกันดี…

จากการระงับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร หรือ GSP ทำให้สินค้าที่พึ่งพา GSP (เช่น อาหารทะเล อัญมณี เซรามิก) ต้องเสียภาษีเพิ่ม 5-22% หากคำนวณจากมูลค่าส่งออกที่เกี่ยวข้องกับ GSP (ประมาณ 20-30% ของการส่งออกไป EU หรือ 1.5-2.25 แสนล้านบาท) มูลค่าที่ไทยต้องเสียเพิ่มจากภาษีอาจอยู่ที่ 7,500-27,000 ล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ อาจเสียส่วนแบ่งตลาดเพิ่มเติมจากราคาที่สูงขึ้น

ผลกระทบทางอ้อม

การลงทุนจาก EU: ในปี 2566 การลงทุนจาก EU ในไทยมีมูลค่าประมาณ 2-3 แสนล้านบาท (ส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์และเทคโนโลยี) หากนักลงทุนถอนตัวหรือชะลอการลงทุน 10-20% อาจสูญเสียเงินลงทุน 20,000-60,000 ล้านบาทต่อปี

ห่วงโซ่อุปทาน: ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ที่พึ่งพาการส่งออกไป EU อาจได้รับผลกระทบจากการลดคำสั่งซื้อ

Image by Bellergy RC from Pixabay

ที่มา: Human rights breaches in Thailand, Sudan and Azerbaijan | News | European Parliament